วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ตลอดชีวิตเราใช้เวลานอนไปกับ ?


แล้วทำไมเราต้องนอนด้วยล่ะ ไปอ่านหนังสือ เล่นเกม ออกกำลังกายไม่ดีกว่าเหรอ
        เข้ามาใกล้ๆจะเล่า...ความลับของการนอนหลับ...ให้ฟัง



        น่าแปลก ที่การวิจัยมากมาย ตลอดระยะเวลาหลายปี ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ทำไมเราถึงต้องนอน?
        แต่เราตายได้ ถ้าไม่นอน...
        สัตว์ทุกชนิดบนโลกต้องพักผ่อนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ส่วนสัตว์ที่หลับเหมือนมนุษย์นั้น คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนก แม้กระทั่งปลาโลมาเองก็ยังหลับ แถมหลับลึกซะด้วย (ถ้ามันมั่นใจว่าปลอดภัย)


การนอนหลับคืออะไร?
        การหลับไม่ได้หมายความว่า เป็นช่วงเวลาที่เราหมดสติ ไม่รู้ตัว แต่เป็นเวลาที่มีการเปลียนแปลงของกระแสไฟฟ้าในสมอง และการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของสารเคมีในสมอง
  
เมื่อหลับไปแล้ว เกิดอะไรขึ้น?
        พอเพื่อนๆ หลับแล้ว จะเข้าสู่วงจรการหลับหลายช่วง ที่จะเป็นการหลับลึกลงเรื่อยๆ         
        ระยะที่ 1 หรือหลับตื้น เราจะครึ่งหลับครึ่งตื่น สลึมสลือ ยังพอรู้สึกตัวอยู่ เพียงแต่กล้ามเนื้อต่างๆ อ่อนแรง (เรามักถูกผีอำในขั้นนี้แหละ)
        ระยะที่ 2 เริ่มหลับแล้ว แต่ยังไม่สนิท คลื่นสมองทำงานช้าลง
        ระยะที่ 3 หลับลึก คลื่นสมองจะช้ามาก การฝันหรือที่เรียกว่าการหลับช่วงเร็ม (Rem) จะเกิดขึ้นในระยะนี้ สลับกับการหลับลึก ทำให้เราฝันแล้วหยุด ฝันแล้วเปลี่ยนเรื่องไปมา สลับกันวุ่นวายไปหมด ไม่ต่อเนื่อง ในช่วงที่ฝัน ดวงตาเราจะกลอกไปมาอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นเร็วขึ้น และหายใจเร็วขึ้น
  
ประโยชน์ของการหลับ...เคล็ดลับเรียนเก่ง
        ทฤษฎีที่ยอมรับอย่างกว้างขวางก็คือ เราต้องหลับเพราะสมองต้องการพักผ่อน และยิ่งไปกว่านั้น ได้มีการทดลอง นำคนจำนวนหนึ่งมาทำการทดสอบ และให้หลับก่อนตื่นหนึ่ง และกลับมาทำการทดสอบอีกครั้ง ผลทดลองพบว่า คนที่หลับจนถึงช่วงฝัน จะทำคะแนนได้ดีในส่วนของการจดจำแบบแผน ในขณะที่คนหลับลึกจะท่องจำได้ดีกว่า 
        การทดลองนี้กำลังบอกเราว่า...ในช่วงที่หลับ สมองจะเปลี่ยนความทรงจำระยะสั้นเป็นระยะยาว และลบความทรงจำที่ไม่สำคัญทิ้งไป ทำให้เราจำสิ่งสำคัญได้ดียิ่งขึ้น หรือเป็นการจัดระเบียบสมองนั่นเอง 
        รู้ไหมว่าจากการรวบรวมข้อมูล เด็กที่ได้เกรด C (เกรด 2) หรือต่ำกว่า มักนอนน้อยกว่าเด็กที่ได้เกรดสูงกว่า
  
ประโยชน์ของการหลับ...เคล็ดลับตัวสูง
        นอกจากนี้การศึกษายังพบอีกว่า ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า "โกรท ฮอร์โมน" (Growth Hormone) จะหลั่งปริมาณสูงสุดเมื่อเราหลับสนิท หรือประมาณหลังเที่ยงคืนไปแล้ว ดังนั้นถ้าเรานอนน้อย หรือหลับไม่สนิท หรือยังไม่ทันหลับสนิทก็ต้องตื่นไปโรงเรียนแล้ว ฮอร์โมนตัวนี้ก็จะหลั่งออกมาน้อยมาก ทำให้เพื่อนๆ สูงช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ และนอกจากนี้ โกรท ฮอร์โมนนี้ยังเป็นตัวกระตุ้นความหิวและอิ่ม หากมันหลั่งผิดปกติ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เพื่อนๆ อ้วนได้


        ดังนั้นเพื่อนๆทุกคนควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยควรนอนให้ได้เต็มอิ่ม 9 ชั่วโมงต่อคืน หมายความว่าทุกคนควรจะเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม
        ส่วนวันใกล้สอบยิ่งต้องนอนใหญ่ ไม่ใช่เอาแต่อ่านหนังสือ กะเก็บจนหยดสุดท้าย แล้วอาบน้ำไปสอบเลย ถ้าทำแบบนั้น ความทรงจำของน้องจะไม่เปลี่ยนเป็นความทรงจำระยะยาว เป็นผลให้แค่เดินสะดุด จิ้งจกทัก หมากระโจนใส่ ก็ตกใจลืมหมดแล้ว (ประคองกันเข้าห้องสอบเลยทีเดียว) แถมเอาแต่เล่นเกมถึงเช้า ไม่ยอมหลับ มีผลทำให้เตี้ยอีกด้วย!



วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

อันตรายจากน้ำดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิทประเภทพลาสติก



             คุณรู้หรือไม่ว่าการเก็บวางผลิตภัณฑ์อาหารในสถานที่ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่น้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับความนิยมสูง เพราะหากเก็บไว้ในที่ที่ไม่เหมาะสม ก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เช่น 

         
- ถูกแสดงแดดหรือความร้านเป็นเวลานาน จะทำให้สารเคมีบนขวดพลาสติกสลายตัว และละลายปนในน้ำดื่ม

         
- วางน้ำดื่มไว้ใกล้สารเคมีหรือวัตถุอันตราย หรือผงซักฟอก น้ำในขวดพลาสติกจะดูดกลิ่นสารเคมีเข้าไปได้ ทำให้มีกลิ่นไม่ชวนดื่ม และมีโอกาสที่สารนั้นอาจปนเปื้อนสู่น้ำดื่ม เราก็จะได้รับสารเคมีเข้าไปด้วย

         
ในกรณีที่เป็นน้ำดื่มบรรจุถัง 20 ลิตร ซึ่งเป็นภาชนะพลาสติกเช่นกัน ถ้าภาชนะหรือถังพลาสติกมีลักษณะต้องห้าม ก็อาจมีอันตรายต่อการบริโภคน้ำดิ่มได้ เช่น 

         
-มีรอยแตกร้าว / ขีดข่วนภายใน ทำให้สิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคสะสมตัวปนเปื้อนในน้ำดื่ม

         
- ตัวถังมีสีฟ้าทึบหรือเหลือง ซึ่งอาจเป็นถังน้ำที่ใช้พลาสติกรีไซเคิลแล้วใส่สีกลบเกลื่อน อาจทำให้น้ำที่บรรจุไม่สะอาด

         
- ถังมีลักษณะเป็นซอกมุม มีคอขวดหรือหูหิ้ว ซึ่งเป็นลักษณะที่ยากแก่การล้างทำความสะอาด
การเลือกซื้อน้ำดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท

         
- ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย อย. และมีเลขสารบบในกรอบเครื่องหมายนั้น 

         
- ฉลากจะต้องมีภาษาไทยระบุชื่อน้ำดื่ม หรือน้ำบริโภค ชื่อ และที่ตั้งของผู้ผลิตที่ชัดเจน

         
- ภาชนะบรรจุต้องสะอาด ไม่มีสารปนเปื้อนหรือรอยรั่วซึม ฝาปิดผนึกเรียบร้อย

         
- ลักษณะของน้ำดื่มต้องสะอาดใส ไม่มีตะกอน ไม่มีสิ่งเจือปน ไม่มีสี กลิ่น รส ที่ผิดปกติ

         
- น้ำดื่มชนิดบรรจุถัง 20 ลิตร ควรเลือกถังชนิดกลม มีสีขาวขุ่น หรือใส สภาพถังต้องสะอาด

         
สนิทประเภทพลาสติเพื่อสุขภาพและความปลอดภัย อย่ามองข้ามเรื่องเล็ก ๆ ที่เป็นสาเหตุของอันตรายจากน้ำดื่มในภาชนะบรรจุปิดก


วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

แนวทางป้องกันและแก้ไข

            
          ควรหลีกเลี่ยงการใช้พาราเซตามอล ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับเรื้อรัง พิษสุรา ภาวะขาดสารอาหาร และในผู้ที่กำลังรับประทานยาที่กระตุ้นเหนี่ยวนำเอนไซม์ cytochrome P450 2E1  ...ห้ามทานพาราเซตามอลแล้วดื่มสุรา หากกำลังใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาบรรเทาหวัด ให้อ่านฉลากให้ดีว่ามีส่วนผสมของพาราเซตามอลหรือไม่ และไม่รับประทานซ้ำซ้อนข้าไปอีก...

         
ไม่ควรใช้ยานี้เกินวันละ 2,600 มิลลิกรัม (ประมาณ 5 เม็ด ในขนาด 500 mg, จำนวน 8 เม็ดในขนาด 325 มิลลิกรัม) ขนาดรับประทานคือ 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม สูงสุดไม่เกินครั้งละ 650 มิลลิกรัม การใช้ยาในเด็กเล็กให้ดูฉลาก และคำนวณความต้องการให้ถูกต้องก่อนเสมอ เพราะยาน้ำนี้ในประเทศไทยมีหลายขนาด ปริมาณมิลลิกรัมต่อหนึ่งช้อนชาแตกต่างกันไป

         
ใช้พาราเซตามอลติดต่อกันไม่เกิน 3 วัน ควรปรึกษาแพทย์หากอาการต่าง ๆ ไม่ดีขึ้น เพื่อค้นหาสาเหตุโรคที่แท้จริง และแก้ไขตรงจุดต่อไป

         
การใช้ยาทางเลือก สามารถเลือกได้หลายขนาน เช่น ยาเขียวแก้ไข้ ยาจันทลีลา ยาฟ้าทะลายโจร ยาขมชนิดต่างๆ  ล้วนมีฤทธิ์ลดไข้

         
หากจะต้องการใช้พาราเซตามอลให้ปลอดภัย คือ รับประทาน N-Actyl Cysteine ร่วมไปด้วย ก็จะเพิ่มปริมาณกลูต้าไธโอนในตับ ทำให้สารพิษ toxic metabolite  ชื่อ NAPQI ที่เกิดจากขบวนการดีท๊อกพาราเซตามอลที่ตับมีจำนวนลดลง โดยถูกกลูต้าไธโอนจับเปลี่ยนเป็นสารประกอบที่ไม่อันตรายขับออกจากร่างกายได้

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

สาเหตุของภาวะพิษจากพาราเซตามอล


         
ภาวะพิษจากพาราเซตามอลเกิดขึ้นได้จากเหตุโดยตั้งใจ คือการรับประทานยาเกินขนาดเพื่ออัตวินิบาตกรรม และโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเกิดได้จากสาเหตุต่าง ๆ  ดังนี้ 
         
1.รับประทานยาชนิดอื่นที่มีส่วนผสมของราราเซตามอลโาดยไม่ทราบ แล้วรับประทานพาราเซตามอลเข้าไปอีก เนื่องจากปัจจุบันยาหลายชนิดมีส่วนผสมของพาราเซตามอล เช่น ยาบรรเทาหวัดลดไข้ ยาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาคลายกล้ามเนื้อหลายชนิด 
         
2. ปัจจัยเฉพาะบุคคลที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตับได้ง่าย เช่นในผู้ที่ดื่มสุรา ผู้ป่วยโรคตับภาวะขาดสารอาหารซึ่งส่งผลให้ระดับกลูต้าไธโอนลดลง ในกลุ่มนี้ก่อให้เกิดพิษจากพาราเซตามอลได้ง่าย แม้ว่าจะรับประทานในขนาดปกติก็ตาม
         
3. การใช้ยาร่วมกัน โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นเอนไซม์ในระบบขับสารพิษชื่อ CYP450 2E1 ในตับเช่นยา phenytoin, carbamazepine, rifampin เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

พาราเซตามอล อันตรายอย่างไร?


         
ในแต่ละปี สหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยที่ได้รับรายงาน ความเป็นพิษจากยาพาราเซตามอลประมาณ 100,000 ราย ถูกนำส่งห้องฉุกเฉิน 56,000 ราย ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล 26,000 ราย การใช้พาราเซตามอลเป็นประจำจะทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็งไตเพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งโรคนี้คร่าชีวิตคนอเมริกัน 12,000 ราย ต่อปี อุบัติการณ์ในการเกิดมะเร็งไตในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 126% นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา การก้าวกระโดดของการเกิดโรคนี้อาจจะเกี่ยวโยงกับการใช้ยาที่ผสมพาราเซตามอลเพิ่มขึ้น เนื่องจากอนุมูลอิสระจาก toxic metabolite ของพราราเซตามอลกระจายไปทั่วร่างกาย เพราะฉะนั้นก็สามาารถทำให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับความแก่ชราอย่างอื่นได้อีก นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองในสัตว์พบว่าพาราเซตามอลทำให้เกิดต้อกระจกในสัตว์ทดลองได้

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

ภัยเงียบจากพาราเซตามอล


        พาราเซตามอล เป็นยาสามัญประจำบ้านที่เรียกได้ว่าแทบจะมีติดบ้านกันเกือบทุกหลังคาเรือน และดูเหมือนว่าเราจะใช้ยาชนิดนี้ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ ให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ให้กับตัวเอง ใช้เรื่อยไปตั้งแต่ปวดหัว เป็นไข้ ตัวร้อน ปวดประจำเดือน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดฟัน ฯลฯ เป็นยาสามัญที่สามารถซื้อหาได้อย่างสะดวก และเราจะพบยาตัวนี้ ทั้งที่เป็นยาเดี่ยว เช่น ไทลีนอล, พานาดอล, เทมปร้า, คาลปอล, ซาร่า หรือเป็นยาผสมในยาตัวอื่น เช่น ทิฟฟี่, ดีคอลเจน ฯลฯ

        
อย่างไรก็ตาม การใช้ยานี้อย่างพร่ำเพรื่อ และใช้ติดต่อกันนานเกินไป อาจก่อนปัญหาภาวะพิษต่อตับได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เราอาจจะรู้สึกแปลกใจที่ทราบว่าสาเหตุลำดับต้น ๆ ของการเกิดตับวาย ไม่ใช่มาจากแอลกอฮอล์ หรือมาจากไวรัสตับอักเสบ แต่สาเหตุอันดับหนึ่งกลับมาจากยาโดยเฉพาะพาราเซตามอล เพื่อนคู่บ้านนั่นเอง

        
มีผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาใโรงพยาบาลเนื่องจากพิษของพาราเซตามอล เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดตับวายในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากตับวาย จากพาราเซตามอลต่อปีในปัจจุบันยังสูงกว่าตัวยารักษาเบาหวานRezulin (troglitazone) ซึ่งถูกถอดทะเบียนออกไปแล้วเนื่องจากพิษต่อตับเสียอีก 

          กลไกการทำลายตับของยา
Acetaminophen หรือพาราเซตามอลนี้ พบว่ายาชนิดนี้เมื่อใช้ในร่างกาย การจะขับออกไปจากร่างกายได้ต้องผ่านขบวนการขับพิษที่ตับสองขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่งก่อให้เกิดสารผลิตผลที่เป็นพิษ (Toxic metabolite) ชื่อ NAPQI ซึ่งต้องเข้าสู่ขั้นตอนที่สองซึ่งใช้สารกลูต้าไธโอนในตับลดลง หากใช้นานติดต่อกันหรือใช้เกินขนาด ก็จะทำให้ระดับสารผลิตผลที่เป็นพิษนี้เพิ่มมากขึ้นส่งผลเป็นพิษต่อตับรุนแรงในที่สุด ดังนั้น ถ้าหากสามารถผลิตยาที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอล และ N-acetyl cysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ช่วยเพิ่มระดับของสารกลูต้าไธโอนในเซลล์ได้ วิธีการนี้อาจจะสามารถกำจัด หรือช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากพาราเซตามอลได้ (ซีสเทอีนเป็นส่วนประกอบในยาขับเสมหะ เป็นกรดอะมิโนซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตกลูต้าไธโอน หากต้องการให้ระดับกลูต้าไธโอนในเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเซลล์ตับสูงขึ้นจะใช้ N-acetyl Cysteine เพราะการรับประทานกลูต้าไธโอนโดยตรง อาจไม่ได้ผลเช่นนั้นมากนัก เนื่องจากกลูต้าไธโอนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงถูกใช้ไปในการต้านอนุมูลอิสระในระบบทางเดินอาหาร หากดูดซึมเข้าไปบ้างก็จะถูกใช้ไปในการต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในกระแสโลหิต)


          เนื่องจากว่าพาราเซตามอล เและอเซทิลซีสเทอิน
N-acetyl cysteine มีจำหน่ายทั่วไป เราอาจจะคิดว่าการออกสูตรยาพาราเซตามอลซึ่งปลอดภัยไม่น่ายก แต่ที่จริงแล้วมันเป็นปัญหาใหญ่เพราะ FDA สหรัฐอเมริกาไม่อนุญาตให้ใส่ตัวยาทั้งสองเข้าด้วยกันจนกว่าการจดทะเบียนเป็นยาตำรับใหม่จะได้รับการอนุมัติ คือต้องผ่านการศึกษาวิจัยทางคลินิก และต้องผ่านการอนุมัติจาก FDA จึงจะสามารถผลิตออกมาจำหน่ายได้ ขวบนการทั้งหลายเหล่านี้ต้องใช้เงินนับร้อยล้านเหรียญ และใช้เวลานับทศวรรษถึงจะสำเร็จลงได้ ด้วยเหตุนี้ยาสูตรใหม่ พาราเซตามอลที่ปลอดภัยจึงไม่เคยออกสู่ท้องตลาดเลย

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

สัตว์ตายปริศนา สัญญาณโลกาวินาศ?


            กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วโลก สำหรับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อหลายพื้นที่บนโลกได้เผชิญกับภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิด ขึ้นมาก่อน เผชิญกับความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อีกทั้งยังมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นอีกมากมาย จึงไม่แปลกที่จะเกิดคำถามที่ว่า สิ่งเหล่านี้คล้ายกับจะเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าโลกกำลังมาถึงจุดเปลี่ยน อย่างเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ หรือไม่

                          
                                                     นกตายเกลื่อนถนนในหลุยเซียนา

          ล่าสุด เหตุการณ์แปลกประหลาดซึ่งได้กลายเป็นปริศนาของคนทั่วโลกไปอีกหนึ่งประเด็นในขณะนี้ ก็คือ เหตุการณ์สัตว์ในหลายพื้นที่ตายอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เริ่ม จากที่มลรัฐอาร์คันซอส์ สหรัฐฯ มีนกแบล็กเบิร์ดกว่า 5,000 ตัวตกลงมาตายเกลื่อนถนน ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ขณะที่ปลาดรัมฟิชกว่า 100,000 ตัว ก็ตายเกลื่อนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ ในช่วงเวลาเดียวกัน สร้างความฉงนสงสัยให้กับชาวเมืองเป็นอย่างมาก เพราะมีเพียงนกแบล็กเบิร์ดกับปลาดรัมฟิชเท่านั้นที่ตาย ส่วนปลาและนกชนิดอื่นไม่ได้มีรายงานแต่อย่างใด ขณะที่ในเคนตั๊กกี้ ก็มีนกตายให้เห็นประปราย โดยได้รับการเปิดเผยจากหญิงสาวคนหนึ่งว่า มีนกตกลงมาตายบริเวณบ้านของเธอ 10 กว่าตัวเลยทีเดียว และที่หลุยเซียน่า นกแบล็กเบิร์ดปีกแดง นกสตาร์ลิ่ง และนกกระจอก รวมแล้วกว่า 5,000 ตัว ก็ตกลงมาตายเกลื่อนในช่วงปีใหม่ และนอกจากนี้รัฐอื่น ๆ ในสหรัฐฯ ก็มีนกและปลาตายเช่นกัน ได้แก่ อิลลินอยส์ เทนเนสซี มิสซิสสิปปี้ แมร์รี่แลนด์ และมิสซูรี
สัตว์น้ำตายที่โบลิเวีย

        นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่มีสัตว์ตายเกลื่อนมาตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ เช่น ใน เวียดนาม ได้มีปลาหลายพันตัวลอยแพขึ้นเหนือน้ำ สร้างความประหลาดใจให้กับชาวบ้าน และพวกเขาไม่สามารถจับปลาสดไปขายได้อีก และก่อนหน้านั้น เมื่อประมาณเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ก็มีจระเข้ เต่า ปลาโลมา และสัตว์น้ำอีกหลายชนิดลอยตายเกลื่อนในทะเลสาบและแม่น้ำในประเทศโบลิเวีย
 
         อย่างไรก็ตาม การตายของสัตว์ต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการชันสูตรเพื่อค้นหาสาเหตุการตายที่แท้จริง ซึ่งก็ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาเลยแม้แต่น้อย แต่ในช่วงนี้ก็มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับสาเหตุการตายของสัตว์เหล่านี้มากมาย บ้างก็ว่าเป็นเพราะนกตกใจเสียงพลุและแสงสีช่วงปีใหม่ บ้างก็ว่าเกิดจากมลพิษในอากาศและน้ำ

 




       ทั้งนี้ แม้จะไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า การตายปริศนาของสัตว์ต่าง ๆ จะเกิดขึ้นจากการที่สนามแม่เหล็กโลกกลับขั้ว แต่หากพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็จะพบว่ามีภัยพิบัติครั้งใหญ่เกิดขึ้น สร้างความเสียหายให้กับมนุษย์อย่างมากมาย อีกทั้งโลกก็ยังมีอุณหภูมิสูงขึ้นทุกวันและเกิดพายุสุริยะในบางพื้นที่ ดังนั้น ก็อาจเป็นไปได้ว่าการตายของสัตว์ที่เกิดขึ้นนี้ อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่แสดงให้เห็นว่า โลกใบนี้กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และกำลัง "เริ่มต้น" นับถอยหลังสู่จุดหายนะที่เรียกว่ายุคโลกาวินาศอีกครั้งตามวัฏจักรของโลก หลังจากที่มันเคยเกิดขึ้นและทำให้สัตว์จำพวกไดโนเสาร์สาบสูญไปมาแล้วเมื่อ หลายล้านปีก่อน

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

'วัสดุอัจฉริยะ'คืนรูปได้ แตกหัก-เสียหายซ่อมตัวเอง



บอกลาสิ่งต่างๆที่ทำแตกหักไปได้เลย เพราะนวัตกรรมใหม่ของการใช้เส้นใยไฟเบอร์ออปติก แสงเลเซอร์อินฟราเรดและโพลีเมอร์ที่คืนรูปตัวเองได้เมื่อได้รับความร้อน ทำให้เกิดเป็นวัสดุอัจฉริยะที่สามารถซ่อมแซมตัวเองให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แม้ในขณะที่กำลังใช้งานอยู่
นักวิจัยจากรัฐอริโซน่า นำเส้นใยไฟเบอร์ออปติกมาผสมผสานการทำงานร่วมกับโพลีเมอร์ทำให้เกิดเป็นวัสดุชนิดใหม่ ที่สามารถคืนรูปร่างได้แม้จะแตกหักเสียหายที่จุดไหน มากหรือน้อยแค่ไหน
สำหรับโพลีเมอร์ชนิดพิเศษนี้เรียกว่า shape memory polmer หรือ โพลีเมอร์จดจำรูปได้ คิดค้นโดยนักวิจัยของสถาบัน GKSS เยอรมนี เมื่อมันมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิเปลี่ยนรูป หรือประมาณ 60 องศาเซลเซียส รวมถึงอุณหภูมิห้องปกติ มันจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามที่ต้องการ เช่น เป็นเส้นตรงคล้ายเส้นด้าย แต่เมื่ออุณหหภูมิกลับไปเกินกว่า 60 องศาเซลเซียส มันจะกลับไปสู่รางเดิม เช่น กลายเป็นรูปขดม้วนหรือเกลียว

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ชวนดูฝนดาวตก “เจมินิดส์”

 นักดาราศาสตร์แนะวิธีชม “ฝนดาวตกเจมินิดส์” ในคืนวันที่13 - 14 ธันวาคมนี้ อย่างถูกต้อง สนุก ครบสาระ พร้อมทั้งเชิญชวนโรงเรียน ประชาชน จัดกิจกรรมร่วมกันนับฝนดาวตกเจมินิดส์ เรียนรู้ปรากฏการณ์และกลุ่มดาวบนท้องฟ้า

    

 นาวาอากาศเอกฐากูร เกิดแก้ว หัวหน้าโครงการศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (LESA) กล่าวว่า ฝนดาวตกเจมินิดส์นับเป็นฝนดาวตกที่น่าจับตาที่สุดสำหรับประเทศไทย เพราะเป็นฝนดาวตกที่มีดาวตกจำนวนมาก และเกิดขึ้นในฤดูหนาว ซึ่งอากาศดีและท้องฟ้าใส โดยเริ่มสังเกตเห็นได้มากตั้งแต่เวลาหลังเที่ยงคืนของคืนวันที่ 13 จนถึงเช้ามืดของวันที่ 14 ธันวาคม 2553 ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจากปีนี้พระจันทร์ตกเวลาประมาณ 24.00 น. จึงทำให้มีแสงจันทร์บดบังในช่วงหัวค่ำ ส่วนจำนวนอัตราฝนดาวตกสูงสุดนั้นเฉลี่ย 80 – 120 ดวงต่อชั่วโมง


“ฝนดาวตก” คือดาวตกหลายดวงที่ตกมาจากบริเวณเดียวกันในท้องฟ้า ในช่วงเวลาเดียวกันของปี โดยเกิดจากการที่ดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และทิ้งเศษฝุ่นและวัตถุขนาดเล็กจำนวนมากไว้ตามแนวเส้นทางโคจร ซึ่งในแต่ละปี โลกจะโคจรผ่านธารอุกกาบาตดังกล่าวในช่วงเวลาหนึ่ง (เป็นช่วงวันเดียวกันในแต่ละปี) เมื่อเศษฝุ่นเหล่านี้ผ่านเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบนของโลก ก็จะเสียดสีกับชั้นบรรยากาศทำให้เกิดความร้อน และเผาไหม้เศษวัตถุนั้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ปรากฏให้เห็นเป็นเส้นสว่างสวยงามเป็นจำนวนมาก เราจึงเรียกว่า ฝนดาวตก

                ทั้งนี้ธารอุกกาบาตอันเป็นต้นกำเนิดของฝนดาวตกทั่วไป มักจะมาจากธารอุกกาบาตของดาวหาง เช่น ฝนดาวตกลีโอนิดส์  ฝนดาวตกเพอร์ซีดส์ เป็นต้น แต่ฝนดาวตกเจมินิดส์จะต่างออกไป คือเกิดจากธารอุกกาบาตของดาวเคราะห์น้อย "3200 ฟีธอน" (3200 Phaethon)  ซึ่งธารอุกกาบาตของดาวเคราะห์น้อยมักจะมีขนาดใหญ่กว่าธารอุกกาบาตของดาวหาง โลกต้องใช้เวลานานในการเคลื่อนที่ผ่านธารอุกกาบาต  จึงทำให้คาบเวลาการเกิดฝนดาวตกยาวนานกว่า เราจึงสามารถมองเห็นฝนดาวตกได้สองถึงสามวันก่อนและหลังวันที่มีจำนวนดาวตกสูงสุด หรือก็คือตั้งแต่วันที่ 7 – 17 ธันวาคม แต่จะมีมากสุดในคืนวันที่ 13 - 14 ธันวาคม โดยศูนย์กลางการกระจายหรือทิศทางอันเป็นจุดกำเนิดของฝนดาวตก (Radiant) จะอยู่ระหว่างดาวคาสเตอร์ (Castor) และพอลลักซ์ (Pollux) ซึ่งอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ หรือกลุ่มดาวเจมิไน และนี่ก็คือที่มาของชื่อฝนดาวตกเจมินิดส์นั่นเอง” 
ติดตามการเคลื่อนที่ของกลุ่มดาวคนคู่
                “กลุ่มดาวคนคู่ จะมีดาวสว่าง 2 ดวงอยู่ใกล้กันคือ คาสเตอร์ และพอลลักซ์ ในช่วงกลางเดือนธันวาคม กลุ่มดาวคนคู่จะขึ้นเวลาประมาณสองทุ่ม แต่เราจะยังไม่สามารถมองเห็นดาวตกได้ชัดเจน จนกว่าดวงจันทร์จะตกในเวลาประมาณเที่ยงคืน ดังนั้นในช่วงเวลาหัวค่ำจึงควรนอนเก็บแรงไว้ก่อน แล้วตื่นขึ้นมาดูฝนดาวตกตอนหลังเที่ยงคืนไปจนถึงรุ่งเช้า   เวลาตีสองกลุ่มดาวคนคู่จะอยู่ใกล้จุดเหนือศีรษะ ช่วงเวลานี้คาดว่าจะมองเห็นดาวตกได้มากกว่า 100 ดวงต่อชั่วโมง โดยตกกระจายไปยังขอบฟ้าทุกทิศทาง  


                สำหรับขั้นตอนการดูฝนดาวตกเบื้องต้น น.อ.ฐากูร กล่าวว่า เนื่องจากฝนดาวตกเจมินิดส์ไม่สว่างเหมือนกับฝนดาวตกลีโอนิดส์ การสังเกตการณ์จึงจำเป็นต้องเลือกสถานที่ไร้แสงไฟรบกวน และห่างไกลจากเมืองใหญ่ โดยเริ่มต้นการดูดาวตกจะต้องงดการใช้ไฟฉาย เพื่อให้ดวงตามีการปรับสภาพ สร้างเซลล์ไวแสงสำหรับการมองภาพกลางคืน แต่หากจำเป็นต้องใช้ไฟฉาย แนะนำให้ไฟฉายขนาดเล็กหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีแดงแทน จากนั้นให้เริ่มทำการหาทิศทั้งสี่ เมื่อหันหน้าไปทางทิศเหนือ ซ้ายมือจะเป็นทิศตะวันตก และขวามือเป็นทิศตะวันออก ต่อมาก็คอย



                การเฝ้าดู แนะนำให้จับกลุ่มกันและนอนเอาหัวชนกันกลุ่มละ 4 คน หันเท้าไปทางทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก  เพื่อให้มองเห็นครอบคลุมทั่วบริเวณท้องฟ้า หากสังเกตจะพบว่า ดาวตกแต่ละดวง ตกลงมาจากทิศทางเดียวกัน  ทั้งนี้หากลองลากเส้นย้อนกลับทิศทางที่ดาวตกหล่นลงมา จะพบว่า ทุกเส้นจะตัดกันที่กลุ่มดาวคนคู่ เราเรียกจุดที่ดาวตกจากลงมาว่า “เรเดียนท์”  อย่างไรก็ตาม เราจะไม่เห็นดาวตกในบริเวณกลุ่มดาวคนคู่มากนัก เพราะการมองเห็นเป็นดาวตกก็ต่อเมื่อ เศษวัตถุมีการเสียดสีกับบรรยากาศโลกจนลุกไหม้ เกิดแสงสว่าง ดังนั้นทางที่ดีจึงควรมองไปทั่วๆ ท้องฟ้า   เพราะเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ฝนดาวตกจะปรากฏให้เห็นนาทีที่เท่าไหร่ บริเวณใด “

        น.อ.ฐากูร กล่าวว่า ฝนดาวตกเจมินิดส์ เป็นฝนดาวตกที่น่าสนใจ และเป็นกลุ่มฝนดาวตกที่มีโอกาสเห็นได้ค่อนข้างมาก เพราะตลอดระยะเวลาการเก็บข้อมูลทำวิจัยฝนดาวตกเจมินิดส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 จนถึงปัจจุบัน พบว่า สามารถนับฝนดาวตกเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100 ดวงต่อชั่วโมง และยังพบไฟร์บอลมากกว่า 10 ดวงต่อคืน

                อย่างไรก็ดีฝนดาวตกเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามและหาดูได้ยาก หากโรงเรียนหรือผู้ปกครองสามารถจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ร่วมกันนับฝนดาวตกเพื่อบันทึกไว้เป็นสถิติของแต่ละปี ก็จะทำให้การชมฝนดาวตกเจมินิดส์สนุกและมีความหมายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในโอกาสเช่นนี้ยังสอนให้เด็กๆ รู้จักใช้แผนที่ดาว และทำความรู้จักกับกลุ่มดาวสว่างอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาววัว กลุ่มดาวหมีใหญ่ เป็นต้น ประกอบกับหากมีเรื่องเล่าและการใช้ประโยชน์ของกลุ่มดาวต่างๆ  ร่วมด้วยแล้ว ก็จะช่วยให้เด็กมีจินตนาการ เกิดความประทับใจ ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาออกไปค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม และสนใจดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มารู้จักอาหาร 10 ชนิดพิชิตโรคกันเถอะ

                                             

          อาหาร คือ ยาวิเศษ สุด การรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์จะช่วยเสริมสร้างระบบ ภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ ขจัดสิว ช่วยให้จิตใจเบิกบาน จะแนะนำอาหาร 10 ชนิดที่รับประทานเป็นประจำทุกวันท่านจะห่างไกลโรคหัวใจ โรคมะเร็ง อย่างแน่นอน


  1. ซอสมะเขือเทศ อาหารของชาวอิตาเลียนจะมีซอสมะเขือเทศเปนเครื่องปรุงหลักและพบว่าชาวอิตาเลียนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจน้อยกว่าชาติอื่นหลายเท่า เพราะในซอสมะเขือเทศ อุดมไปด้วยสารไลโคปิน ซึ่งมีอยู่ในมะเขือเทศและเมื่อผ่านกระบวนการทำเป็นซอสจะเพิ่มปริมาณขึ้นอีก 5 เท่า และสารไลโคปินนี้มีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจและชะลอการเสื่อมของเซลล์ ดังนั้นถ้าคุณรับประทานซอสมะเขือเทศ 2 ถ้วยต่อสัปดาห์ โรคหัวใจก็จะห่างไกลคุณแถมด้วยผิวพรรณสดใสอ่อนเยาว์อีกด้วย
  2. กระเทียมสด ในกระเทียมสดประกอบด้วยสารทรงคุณค่า 2 ชนิดคือ อัลลิซินและไดอะลิศ ซึ่งทำหน้าที่ลดคลอเลสเตอรอลซึ่งเป็นสาเหุตของโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันเลือดจับตัวเปนก้อน ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี รับประทานกระเทียมวันละ 2 กลีบเป็นประจำ
  3. มันเทศ อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซีและอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อีกด้วย ดังนั้นควรเพิ่มเมนูมันเทศเข้าเป็นอาหารประจำบ้านคุณเพื่อสุขภาพที่ดี
  4. หอมหัวใหญ่ มีสารเคอร์เซทีน จึงช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย ป้องกันโรคภูมิแพ้ แก้อาการหอบหืดและอาการแพ้ต่างๆได้ดี ฉะนั้นอย่างลืมใช้หอมหัวใหญ่ปรุงเมนูเด็ดของคุณ
  5. จมูกข้าวสาลี มีธาตุสังกะสีมาก จึงช่วยขจัดสิวอันเป็นปัญหาของผิวพรรณได้ดี ถ้าเติมจมูกข้าวสาลีในโยเกิร์ตหรือธัญพืชกรอบ มื้อเช้าของคุณเป็นประจำ ผิวหน้าของคุณจะผ่องใสไร้สิวแน่นอน
  6. ถั่วดำ มีสารต้านโรคโลหิตจาง และมีวิตามินบีและโปรตีนอีกหลายชนิด
  7. บรอกโคลี ในดอกตูมของบรอกโคลีมีสารป้องกันมะเร็งมากกว่าต้นแก่ 30 -50 เท่า
  8. สตรอเบอรี่ เป็นลผไม้ที่ดีที่สุดในการกำจัดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิด มะเร็ง ร้าย และห้พลังงานต่ำ มีวิตามินซีสูง
  9. โยเกิร์ต เชื่อหรือไม่ว่าการที่ผู้หญิงรับประทานโยเกิร์ตวันละ 1 ถ้วย ช่วยลดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ถึง 50% เพราะจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสในโยเกิร์ตจะกระตุ้นร่างกายสร้างสารต้านการติดเชื้อ ทั้งช่วยลดอาการอ่อนเพลียและทำให้สดชื่นแจ่มใส ต่อไปเห็นที่จะต้องรับประทาน โยเกิร์ต ทุกวันซะแล้ว
  10. ถั่วเหลือง ช่วยต้านการเกิดมะเร็งเต้านม ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งมดลูก สาวๆที่อยากห่างไกลโรคนี้อย่าลืมรับประทาน นำเต้าหู้แกงจืดเต้าหู้ หรืออาหารอื่นๆที่มีเต้าหู้เป็นส่วนประกอบเป็นประจำ
อาหาร 10 ชนิดนี้ล้วนแต่หารับประทานได้ง่ายไม่เกินความเป็นจริง You Are What You Eat ถ้ารักสุขภาพเริ่มกันวันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีร่างกายแข็งแรงห่างไกลโรคภัย

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปอยส่างรอง

                                                                                             
      เมื่อลมร้อนมาถึง ฤดูกาลปิดเทอมก็เริ่มขึ้น และยังเป็นจุดเริ่มต้นของเด็กผู้ชายอีกหลายคน ที่บวชเป็นสามเณรภาคฤดูร้อน แต่เด็กๆ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไม่ได้มีงานบวชแบบธรรมดาๆ เพราะที่นี่มีพิธีบวชที่เรียกว่า ปอยส่างลอง ที่เฉลิมฉลองงานบุญกันข้ามวันข้ามคืน
ปอยส่างลองคืออะไร?  มีความหมายและความสำคัญมากแค่ไหน? ทำไมจึงเป็นประเพณีที่คนไต หรือชาวไตใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังยึดมั่นและสืบทอดกันมานับร้อยปี จากรุ่นสู่รุ่น…กบนอกกะลาเดินทางผ่านโค้งถึง 1,864 โค้ง เพื่อมาร่วมงานบุญที่เรียกว่า ปอยส่างลอง หรือที่คนเมือง หรือคนในภาคเหนือ เรียกว่าบวชลูกแก้ว…ตามติดตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมงาน ทั้งการเตรียมตัวของเด็ก ที่จะเข้าเป็นส่างลอง และชาวบ้านในหมู่บ้าน ที่มาร่วมแรงร่วมใจ เตรียมข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงอาหารที่ใช้รับแขกในงานที่จะมีขึ้น 5 วัน


zzzzzzzzzz1.jpg
วันแรกของพิธีปอยส่างลอง เริ่มต้นด้วยการโกนผม  ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่เด็กซนๆ คนนึงจะเข้าสู่การเป็นส่างลอง จนกระทั่งเข้าสู่วันที่ 2 ที่บรรดาเด็กๆ ต้องแต่งตัวเป็นส่างลองกันตั้งแต่ตี 4 โดยมีคติธรรมความหมาย ซ่อนอยู่ในการแต่งองค์ทรงเครื่องว่า ทำไมส่างลองต้องแต่งกาย และมีเครื่องประดับมากมายขนาดนี้ จากนั้นมีการแห่ส่างลอง ไปขอขมาญาติผู้ใหญ่ในหมู่บ้านทั่ว ตั้งแต่วันที่ 2 จนถึงวันที่ 3 จนขอขมาทั่วทุกหลังคาเรือน และเมื่อถึงวันที่ 4 เป็นวันแห่ครัวหลู่ ถือกันว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุด ซึ่งทุกคนทั้งเด็ก วัยรุ่น คนเฒ่าคนแก่ ก็จะมาร่วมขบวนแห่กันถ้วนหน้า มีงานเฉลิมฉลองกันข้ามคืน ชาวบ้านในหมู่บ้าน จะเดินสายช่วยงานไปทุกบ้านที่มีส่างลอง เรียกได้ว่าทุกคนทุ่มเทเวลา ให้กับงานบุญในครั้งนี้

จนสุดท้ายเข้าสู่วันที่ 5 เป็นเวลาที่ส่างลอง จะได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งพระพุทธศาสนา เปลี่ยนชุดที่เคยแต่งองค์ทรงเครื่อง มาเป็นจีวรเหลืองที่มีมนต์ขลัง แต่นี่นับเป็นเพียงก้าวแรกของสามเณรน้อย ที่นับจากนี้ต้องบวชเรียน เพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ รวมทั้งเรียนรู้การทำกรรมดี เพื่อเป็นเด็กดีกลับคืนสู่อ้อมอกพ่อแม่ต่อไป ติดตามเรื่องราวอิ่มบุญ ที่มีทั้งความสนุกสนาน ครื้นเครงของงานปอยส่างลอง และสะท้อนแรงศรัทธาของวิถีชาวไทใหญ่ ที่ยังคงยึดมั่นในการทำบุญได้
 
        

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เรื่องน่ารู้ของประโยชน์สาหร่าย

                                                                                                    

  • ไอโอดีน โดย ปกติแล้วคนเราต้องการไอโอดีนประมาณ 0.1-0.3 มิลลิกรัมต่อวัน หากเทียบกับการกินสาหร่ายทะเลชนิดแผ่นขนาดกว้าง 2 เซนติเมตร ยาว 2 เซนติเมตร แค่นี้ก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน และช่วยป้องกันโรคคอพอกได้
  • ธาตุเหล็ก เป็นสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในสาหร่ายทะเล ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล รวมทั้งบำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นมันเงางามมากยิ่งขึ้น
  • ทองแดง หน้าที่ดูดซึมธาตุเหล็กและสร้างฮีโมโกลบินที่ไขกระดูก หากร่างกายขาดธาตุนี้จะทำให้เป็นโรคโลหิตจางและผมร่วงง่าย
  • สังกะสี เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  • ใยอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ ทำให้ท้องไม่ผูก และเร่งการขับถ่ายสารพิษต่างๆ ในทางเดินอาหาร

สาหร่ายทะเลกินมากไปก็อันตราย
สาหร่ายทะเลอบกรอบ เป็นของกินเล่นที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ชอบกันมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจสำหรับพ่อแม่ทั้งหลาย เพราะว่าสาหร่ายทะเลเป็น อาหารชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย (ดีกว่าไปกินขนมที่ไม่มีประโยชน์) มีแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายหลายชนิด เช่น ไอโอดีน (ซึ่ง จำเป็นต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์) ทองแดง และเหล็ก(มีประโยชน์ต่อเลือด) แมกนีเซียม (ช่วยให้กล้ามเนื้อ และประสาท ทำงานอย่างมีประสิทธิ-ภาพ) แคลเซียม (ช่วยบำรุงกระดูก) โพแทสเซียม(ช่วยควบคุมเซลล์ทั้ง หลาย รวมถึงความสมดุลของน้ำในร่างกาย) สังกะสี (ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน) กากใยอาหาร (ทำให้ท้องไม่ผูก) รวมทั้งวิตามินบีและ เบต้าแคโรทีนด้วย
ตามปกติสาหร่ายอบแห้งธรรมดา ที่ยังไม่นำมาปรุงอาหารก็มี รสเค็มโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อนำมาปรุงรสโดยการอบซอส (เป็นของกินเล่น) ปริมาณของโซเดียมในสาหร่ายจึงมีมากขึ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงและสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรจะทราบไว้ ก็คือ อย่าให้ลูกกินสาหร่ายปรุงรสมากเกินไป (เคยทราบมาว่าเด็กๆบางคนกินสาหร่ายครั้งหนึ่งเกือบ ๕๐ ซองเล็กๆ เพราะอร่อยจนยั้งไม่อยู่) เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับไอโอดีน มากเกินความต้องการ ซึ่งจะมีผลทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ  มีอาการกระวนกระวายใจสั่น และหิวตลอดเวล
                  นอกจากนี้สาหร่ายทะเลยังมี สารจำพวกนิวคลีอิก ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้ แล้วถ้ากินมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เป็นโรคเกาต์ได้ด้วย ขณะเดียวกันผู้ที่เป็นโรคไตหรือความดันเลือดสูง ก็จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการกินสาหร่ายที่มีเกลือโซเดียมสูง สำหรับสาหร่ายทะเลนั้น สารพิษที่มักปนเปื้อนคือ แคดเมียม ซึ่งเป็นโลหะหนัก มักใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้า กระดาษ เมื่อโรงงานเหล่านี้ปล่อยน้ำทิ้งลงไปในแม่น้ำหรือทะเล สิ่งมีชีวิตหรือพืชผักแถวนั้นก็จะได้รับสารพิษไปด้วย

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สาหร่าย พลังงานใหม่จากโลกใต้น้ำ

          สาหร่าย พลังงานใหม่จากโลกใต้น้ำ
          นานนับศตวรรษที่น้ำมันดิบเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์และนับวัน      ยิ่งมีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้น ทว่าปัญหาวิกฤติราคาน้ำมันตลอดจนสถานะ การเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป   รวมทั้งเป็นสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม   ทำให้หลายประเทศทั่วโลกคิดค้นพลังงานใหม่ ๆ ขึ้นมาทดแทน และหนึ่งในนั้นคือ พลังงานจากพืช หรือพลังงานสะอาด
           ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติซึ่งมีภาระหน้าที่หลักโดยตรงในการแสวงหาพลังงานใหม่ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานในอนาคต จึงมุ่งมั่น คิดค้น และวิจัยเรื่องพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง  โดยเน้นไปที่ผลิตผลทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   โดยร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน   เพื่อศึกษาตั้งแต่สายพันธุ์ กระบวนการผลิต และเทคโนโลยีในการผลิตพัฒนาจนเกิดเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซลปาล์ม (บริสุทธิ์) น้ำมันจากผลสบู่ดำ (กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย) เป็นต้น   และในปัจจุบันพลังงานความหวังใหม่ของคนไทย ทั้งประเทศที่นักวิทยาศาสตร์ต่างให้ความสนใจ คือ “ สาหร่าย ” สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีคุณค่าอเนกอนันต์

          จะให้น้ำมันร้อยละ 25 ในขณะที่สาหร่ายให้น้ำมันมากถึงร้อยละ 1,000 ปริมาณน้ำมันนี้อาจเพียงพอกระทั่งผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศได้            สาหร่ายจัดเป็นพืชชั้นต่ำที่มีคลอโรฟิลล์สูง   จึงใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากเพื่อสังเคราะห์แสง   ทั้งยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน เกลือแร่ และวิตามินหลายชนิด  ที่สำคัญคือมีน้ำมันในปริมาณมากที่จะสกัดออกมาใช้ หากมีการปลูกและการควบคุมตัวแปร รวมถึงสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดีจะมีส่วนช่วยทำให้สาหร่ายมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วกว่าพืชชนิดอื่น ๆ ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้หากนำมาศึกษาเพื่อพัฒนาเป็น “ พืชพลังงาน ” ต่อไป

           จากการที่คณะนักวิจัยสถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ได้เดินทางไปดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศนำร่องการผลิตน้ำมันจากสาหร่ายเพื่อมาใช้กับรถยนต์ จึงได้นำองค์ความรู้มาใช้ในการพัฒนาไบโอดีเซลในประเทศไทย โดย ปตท. ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี และ BIOTEC ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตน้ำมันจากสาหร่าย ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การออกแบบระบบเพาะเลี้ยง และการสกัดน้ำมัน
         

             รศ.ดร.ประหยัด   โภคฐิติยุกต์ อาจารย์และนักวิจัย ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ได้รับทุนจาก ปตท. เพื่อวิจัยการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากสาหร่าย   ได้กล่าวถึงงานวิจัยในช่วงเบื้องต้นว่า สาหร่ายสีเขียว 3 ชนิด ที่นำมาทดสอบจะให้น้ำมันประมาณร้อยละ 20 -30    ขณะที่สาหร่ายทั่วไปจะให้น้ำมันเฉลี่ยราวร้อยละ 7-14   และสาหร่ายที่โตเร็วก็มักจะให้น้ำมันน้อยกว่าสาหร่ายที่โตช้า   คณะวิจัยได้เพาะเลี้ยงสาหร่ายในห้องทดลอง   เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งให้น้ำมันมากแล้วจึงขยายลงสู่บ่อเพาะเลี้ยงต่อไป   นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าสภาพแวดล้อมในประเทศไทยเหมาะแก่การเพาะเลี้ยงสาหร่ายอย่างยิ่ง เพราะภายใน 24 ชั่วโมงสาหร่ายก็เติบโตได้อย่างสมบูรณ์   ขณะที่พืชพลังงานอื่น ๆ ต้องใช้เวลาเพาะปลูกนานกว่า 6-7 ปี  จึงจะสกัดน้ำมันได้ รศ.ดร.ประหยัดได้เปรียบเทียบว่าหากเลี้ยงสาหร่ายในบ่อพื้นที่ขนาดเท่ากับพื้นที่ปลูกสบู่ดำ 1 ต้น   เป็นเวลา 7 ปี สบู่ดำ


          ในส่วนของกรรมวิธีในการสกัดน้ำมันจากสาหร่ายนั้นคณะวิจัยได้นำองค์ความรู้ที่สืบเนื่องมาจากการวิจัยพืชพลังงานรุ่นก่อน   โดยวางแนวทางได้ 5 วิธี ได้แก่ การใช้แรงเหวี่ยงแยกเอาน้ำมันออก   การตกตะกอนแยกเอาตัวสาหร่ายออก การใช้สารละลายทางเคมีละลายเอาน้ำมันออก การใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นให้สาหร่ายคลายน้ำมัน และบีบอัดเพื่อให้คลายน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ยังเป็นแนวทางที่ยังต้องศึกษาต่อไปว่าวิธีใดเหมาะสมกับเครื่องยนต์และความต้องการในการใช้งานของคนไทยมากที่สุด   ในทางอ้อม ผลพลอยได้จากการสกัดน้ำมันจากสาหร่าย คือการนำกากสาหร่ายที่ตกตะกอนไปใช้เป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ย ยา เป็นต้น   นอกจากนี้สาหร่ายยังเอื้อประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ทั้งการสร้างงานของเกษตรกรสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ   บรรเทาผลกระทบจากวิกฤติราคาน้ำมันที่มีต่อทุกภาคส่วนของสังคม ก่อเกิดการขยายตัวของธุรกิจปิโตรเลียมและธุรกิจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

          ดร.ส่งเกียรติ   ทานสัมฤทธิ์   ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ได้เคยให้ทัศนะต่อการนำสาหร่ายมาเป็นพืชพลังงานว่า ไม่เพียงยังเป็นประโยชน์ในการเป็นพลังงานทดแทน การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเป็นจำนวนมากยังช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดรออกไซด์จากการเผาไหม้ต่างๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้   และคาดว่าในอีก 2-3 ปี ข้างหน้าแวดวงพลังงานของไทยอาจค้นพบพลังงานรูปแบบใหม่ ๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อการใช้น้ำมันของคนไทยทั้งประเทศ
                อย่างไรก็ตาม ปตท. ยังมุ่งหวังให้พลังงานน้ำมันจากสาหร่ายเป็นพลังงานทางเลือกใหม่   เตรียมพร้อมไว้ใช้ในอนาคต   เพื่อให้ประเทศสามารถใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเกิดการคิดค้นพลังงานทดแทนเป็นทางออกให้กับวิกฤติทางด้านพลังงานในครั้งนี้   จิตสำนึกในการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าก็เช่นกัน   หากโลกต้องประสบภาวะขาดแคลนจนถึงจุดที่มนุษย์ทุกคนไม่มีน้ำมันดิฐใช้   พลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด “สาหร่าย” อาจเป็นหนึ่งทางรอดที่ช่วยเยียวยาเรื่องวิกฤติพลังงานน้ำมันของมนุษยชาติในอนาคต





วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ไก (สาหร่ายน้ำจืด)

ไก (สาหร่ายน้ำจืด)
                  ถ้าพูดถึงสาหร่ายที่ชาวบ้านในแถบภาคเหนือนำมาปรุงเป็นอาหารแล้วล่ะก็   แน่นอนว่าทุกครอบครัวที่เป็นคนเหนือแท้ ๆ จะรู้จักอาหารจานเด็ดที่เรียกกันว่า    "ยำเตา" อาหารจานนี้ทำมาจากสาหร่ายเตา  ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวสด  มีลักษณะเป็นเส้นสาย  มีเมือก-ลื่น ๆ  ล้างให้สะอาด  แล้วนำมาใส่เครื่องยำ    ซึ่งได้แก่  มะเขือแจ้หรือมะเขือพวงลูกเล็ก ๆ หั่นเป็นแว่น  ตะไคร้ซอย  หอมแดงซอย  พริกขี้หนูซอย  น้ำมะนาว  น้ำปลา  บางแห่งอาจใส่น้ำปู  ปลาต้มหรือปลาย่างลงไปด้วย  แล้วรับประทานกับข้าวเหนียวร้อน ๆ อร่อยอย่าบอกใคร!   แต่สำหรับคนน่านและคนเชียงของ  จังหวัดเชียงราย  เขามีสาหร่าย “ไก”   ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียว  มีลักษณะเป็นเส้นสายคล้ายสาหร่ายเตา  มาเป็นอาหารอย่างหรูเริ่ดกว่า  เพราะในปัจจุบันเขาพยายามจะแปรรูปสาหร่าย  “ไก”  เป็นอาหารหลากชนิด  เพื่อหาตลาดที่สามารถจำหน่ายได้กว้างขวางขึ้น  เพื่อให้เป็นอาชีพที่มั่นคงของชาวบ้านในละแวกนั้น ๆ ทีเดียว
               “ไก”  เป็นสาหร่ายน้ำจืดที่ขึ้นอยู่บนก้อนหินในน้ำไหลเอื่อย ๆ  ที่ค่อนข้างใสและเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี    “ไก”  มีลักษณะเป็นเส้นสายยาวสีเขียวสด  พบมากในฤดูหนาวจนถึงฤดูฝน  ระหว่างเดือนพฤศจิกาถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี  แหล่งน้ำบริเวณที่มีสาหร่ายไกมาก
เป็นพิเศษในประเทศไทยนั้นมี 
2  แหล่ง  คือ 
 
               -  แม่น้ำน่าน  จังหวัดน่าน  ตั้งแต่ต้นน้ำที่อำเภอทุ่งช้างเรื่อยไปจนถึงแม่น้ำ น่าน   
                   อำเภอเวียงสา  แต่จะมีมากที่สุดที่อำเภอท่าวังผา
   -  แม่น้ำโขง  บริเวณอำเภอเชียงของ  จังหวัดเชียงราย 
      “ไก”  จะมีอยู่ 3 ชนิด  คือ
1.  ไกเหนียวหรือไกค้าง  มีสีเขียวเข้มยาว ไม่แตกแขนง เนื้อไม่ฟู มีน้ำหนักพอสมควร
      ยาวประมาณ 2     เมตร
2.  ไกเปื้อยหรือไกไหม  เกาะหินเป็นกระจุกแล้วกระจาย แผ่ออกไปเป็นเส้นเล็กฝอยมีจำนวนเส้นมาก  
     เส้นเหนียวและลื่น สีเขียวซีดยาวประมาณ 80 เซนติเมตร
3.  ไกต๊ะ  ลักษณะออกเป็นกระจุกอยู่ปนกับไกไหม เส้นสั้นและมีความลื่นมาก
                    การเก็บสาหร่ายไกจากแหล่งน้ำธรรมชาตินั้น  ชาวบ้านจะรอให้สาหร่ายเจริญเต็มที่ซึ่งจะมีขนาดยาวมากตั้งแต่ครึ่งเมตร  ไปจนถึง  4 - 5  เมตร  โดยการ  "จกไก" ซึ่งก็คือ  การดึงสาหร่ายที่มีขนาดยาวพอเหมาะออกจากก้อนหินแล้วส่ายไปมาในน้ำให้ดินหรือสิ่งที่เกาะมาหลุดออกไป  พาดไว้บนท่อนแขน  สะสมไปเรื่อย ๆ จนมากพอก็จะม้วนให้เป็นกลุ่มก้อน  นำไปตากหรือแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ต่อไป
                     จากความมากมายของสาหร่ายไกในลำน้ำน่านและลำน้ำโขงนี้เอง  ทำให้เกิดภูมิปัญญาชาวบ้าน  นำสาหร่ายเหล่านี้ไปแปรรูปเป็นอาหารมากว่า 100 ปี  อาหารดั้งเดิมที่ชาวบ้านทั้ง 2 แหล่งน้ำ  ทำมาจากสาหร่ายชนิดนี้  คือ  “ไกยี”   และ  "ห่อนึ่งไก”   ซึ่งมีหน้าตาคล้าย ๆ กันทั้ง 2 ชุมชน    “ไกยี”  นั้นทำได้โดยนำสาหร่ายไกมาตากให้แห้ง  แล้วนำมาผิงไฟให้กรอบ  จากนั้นก็ใช้มือบดขยี้  หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า  “ยี”  ให้สาหร่ายแตกออกเป็นแผ่นเล็ก ๆ หรืออาจจะให้เล็กจนเกือบป่นเลย  หลังจากนั้นนำมาปรุงรสด้วย  เกลือ  และงาขาวคั่ว  จะได้  “ไกยี”  ที่มีรสชาติดี  หอมทั้งกลิ่นธรรมชาติของสาหร่ายและงาคั่วรสเค็มปะแล่ม ๆ ทานกับข้าวเหนียวร้อน ๆ  ส่วนห่อนึ่งไกนั้นทำคล้ายกับห่อหมก  เพียงแต่เปลี่ยนจากปลามาเป็นสาหร่ายไกสด  คลุกกับน้ำพริกแล้วนำไปนึ่งก็อร่อยไม่แพ้ห่อหมกเลยจริง ๆ ต่อมาก็มีการประยุกต์โดยการแปรรูปสาหร่ายไกให้เป็นสาหร่ายแผ่นกรอบ โดยนำสาหร่ายไกที่ตากแห้งปรุงรสด้วยเกลือ  กระเทียม  มาทอดให้กรอบ  สามารถจำหน่ายได้และขายดีทีเดียว  ข้าวเกรียบไกก็เป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่ง  ซึ่งปรุงง่ายและขายง่าย  นอกจากนี้ยังมีบะหมี่ไก  ข้าวตังหน้าสาหร่ายไก  กะหรี่ปั๊บไส้สาหร่ายไก  คุกกี้สาหร่ายไก  กรอบเค็ม  กล้วยตากผสมสาหร่ายไก  หรือแม้กระทั่งน้ำพริกไก  ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกอย่างก็ได้ทยอยออกมาจำหน่าย  แต่เป็นการจำหน่ายภายในชุมชน  ตัวเมือง  หรือภายในจังหวัดที่ตนเองอยู่  บางครั้งอาจมีการจำหน่ายไปยังจังหวัดอื่น ๆ แต่ก็ไม่บ่อยนัก  และมักจะเป็นช่วงสั้น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ออกมายังต้องมีการปรับปรุงบ้างในเรื่องคุณภาพ  ที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน  มักจะหายกรอบหรือมักจะมีกลิ่นหืน  รวมทั้งผลิตภัณฑ์ยังมีความหลากหลายเฉพาะกลุ่ม  ซึ่งต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายในกลุ่มอื่น ๆ ให้มากขึ้น  และเพื่อจำหน่ายได้กว้างขวางกว่าปัจจุบัน
                  คุณค่าของสาหร่ายไก  มีปริมาณโปรตีนสูงกว่าปลาน้ำจืดทั่วไป  ทดแทนการกินปลาได้เป็นอย่างดี  และที่โดดเด่นคือ มีซิลีเนียม  ซึ่งเป็นสารป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระสูงมาก  มีเบต้าแคโรทีนที่มากกว่าแครอทถึง 4 เท่า  ช่วยลดคลอเลสเตอรอลจึงไม่ทำให้อ้วน  นอกจากนั้น  ชาวบ้านมีความเชื่อว่า  การทานสาหร่ายไกนี้  จะทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย  ผมดกดำ  ไม่หงอกง่าย  และชะลอความแก่
                  ถ้ามองด้านสรรพคุณทางยาก็จะพบว่าสาหร่ายไก  มีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ  ขยายหลอดลม  ต้านการอักเสบ ระงับปวด  และลดความดันโลหิตได้ด้วย  ซึ่งสรรพคุณดังกล่าวน่าสนใจมากทีเดียว
                   เมื่อรู้คุณค่าและประโยชน์ของสาหร่ายไกดังนี้แล้ว  ก็ขอเชิญชวนทุกท่านหันมาบริโภคสาหร่ายไกกันให้มากยิ่งขึ้น   เพราะเป็นผลดีทั้งต่อผู้บริโภคเองและผู้ผลิตในชุมชนด้วย